วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คุณสมบัติเทรดเดอร์ที่ดี

เทรดเดอร์ที่ดี ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ต้องมีคุณสมบัติประมาณนี้ ...

1. ต้องมีระบบ หรือ วิธีการเทรด ที่พิสูจน์แล้วว่า ได้กำไรในระยะยาว

2. กำหนดค่าความเสี่ยงไว้ตั้งแต่ต้น

ยืนยันได้ด้วยการตั้ง stop ไว้ทันทีหลังจากเปิดสถานะ และที่ดีมากคือ ไม่ยกหนีด้วย

คนจะได้ตังค์จากตลาดแบบสม่ำเสมอในระยะยาว ต้องรู้จักวางแผนสำหรับถอยไว้ด้วย ไม่มองเฉพาะด้านกำไร ต้องคิดไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อไหร่หรือจุดไหนที่จะเป็นจุดที่ตลาดบอกว่าเราผิดทาง และเมื่อถึงจุดถอยต้องถอย

3. ยอมรับความเสี่ยงจริงๆ ไม่ใช่แค่ปาก

ต้องมีวินัย เมื่อแพ้ก็ต้องยอมแพ้ ไม่ลังเลที่จะตัดขาดทุน ไม่หลอกตัวเอง แล้วหว้งว่าตลาดจะกลับไปมาทำให้เราขาดทุนน้อยลง ... ยอมรับความจริง ตัดขาดทุน แล้วรอโอกาสต่อไป ... ซึ่งมีแน่นอน

เป็นคนที่ซื่อสัตย์ทั้งต่อตัวเอง การไม่อายที่จะบอกคนอื่นว่าขาดทุน ยอมรับว่าผิด แสดงว่า ไม่คิดว่าการขาดทุนเป็นเรื่องน่าอาย เสียฟอร์ม

การขาดทุนไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือเสียฟอร์ม เพราะการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของเกมส์นี้ ขาดทุนครั้งนี้หรืออีกกี่ครั้งก็เป็นเรื่องธรรมดา การทำตามแผนการที่ได้วางมาอย่างดีแล้วโดยไม่ลังเล ... จะนำเราไปสู่ความสำเร็จเอง

4. ทำตามแผนโดยไม่ลังเล ไม่ต่อรอง

5. เทรดโดยมีแผนที่แน่นอน

บทความนี้เป็นของคุณ ซาไก แห่งห้องสินธร (เรื่องดีดีมีสาระผมคิดเองไม่เป็นอยู่ละ 555+)

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Money management กับการตัดสินใจ

ผมก็พึ่งรู้วันนี้ว่าที่ผมเสียมาหลายปีเพราะว่า ไม่มี Money management นี่เอง ได้แต่เข้าใจผิด ว่าสาเหตุแห่งการล้างพอร์ตเป็นเพราะ ไม่รู้จัก Cut loss แต่จริงๆแล้วมันคือ การเล่นแบบเสี่ยงๆไม่มี Money management ทำให้ถ้าหากเทรดพลาดขึ้นมา ก็เกิดอาการไม่กล้า Cut loss ขึ้นมาทันที

การจากอยู่ในตลาด FOREX มา 5 ปีของผม เงินในพอร์ตกลายเป็น 0 มานับไม่ถ้วนครับ แต่โชคดีแต่แต่ละครั้งที่หมดไปเป็นเงินไม่กี่พันเพราะทุนมีไม่มาก(โชคดีไปที่บ้านจนเลยเสียค่าประสบการณ์ไม่แพงเท่าใด) แต่รวมๆกันแล้วก็เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงถึงหลักแสนเลยทีเดียว คิดเอาละกันครับว่าผมเงินหมดบ่อยแค่ไหน(คนอะไรจะเทรดอ่อนปานนั้น 555+) ก็สาเหตุมาจากเรื่องที่เขียนไปก่อนหน้านี้ล่ะครับ ไม่รู้จัก Cut loss นั่งภาวนาให้โชคชะตาเข้าข้าง ตามประสาแมงเม่าทั่วๆไปเขาทำกันน่ะครับ เอาเข้าไปเทรด 100 USD ดันทะลึ่ง เทรดจุดละดอล แล้วผิดทางติดลบขึ้นมา ทำใจปิดลำบากครับ สมมุติถ้า -30 ถ้าจะ Cut loss ทิ้งไปแล้วเริ่มใหม่ ต้องมีการลังเลแน่นอนครับ เพราะ ถ้าคัทไปก็คือต้องเสียเงินไปถึง 30% ระหว่างที่ลังเลจะปิดดี ไม่ปิดดี มันก็จะติดลบเพิ่มขึ้นกลายเป็น 50 แน่นอนว่า Cut loss ตอนนี้จะต้องเสียเงินถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งความกล้าที่จะ Cut loss นั่นมีน้อยแน่นอน จนในที่สุดก็กลายเป็นไม่ Cut loss ปล่อยวัดดวงกับตลาด แล้วนั่งภาวนา(ผมเชื่อว่าบางคนถึงกะสวดมนต์เลยก็มี เพราะผมเองก็ทำมาแล้วจ้า) จนในที่สุดมันก็ลากไปแล้วกินเงินซะเกลี้ยงพอร์ต ช่วงสองสามปีแรกๆก็เป็นแบบนี้ตลอดล่ะครับ เทรดแบบ รับการติดลบได้แค่ 100 ถึง 200 จุด ประมาณนี้ครับ ไม่ให้มันเจ๊งไปได้ไงล่ะครับ ฝีมือไม่ถึงขั้นแล้วยังเล่นหนักมากเมื่อเทียบกับทุนที่มี พอติดลบมาที ก็เข้าสู่วงเวียนเม่าเช่นเคยครับ ติดลบแรกๆลังเล เพราะว่ามันมากเมื่อเทียบกับทุน จึงกลายเป็นไม่ปิดนั่งภาวนาๆๆ ไปเรื่อยๆจนถึงเงินหมดนั่นล่ะครับ นี่ล่ะครับวิถีแห่งเม่าอินเตอร์ (เม่าอินเตอร์เพราะ FOREX เป็นสากล อิอิ)

พอจะเดาออกกันรึยังครับว่า Money management มันเกี่ยวยังไงกับวิถีเม่าอินเตอร์ ก็คือการเล่นไม่เหมาะสมกันเงินทุนยังไงล่ะครับ ผมขอยืนยันเลยว่านี่คือ สิ่งที่เม่าอินเตอร์ทั้งหลายทำกันอยู่ การบริหารทุนที่เสี่ยงเกินไปทำให้มันแทบไม่ต่างจากการพนันเลยนะครับ ถึงจะวิเคราะห์กราฟได้ก็เถอะครับ ตลาดมันเคยแน่นอน 100% ที่ไหน ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเทรดจุดละเหรียญ จากทุน 100 USD พอเทรดไปได้สักพักกราฟเด้งมา -40 ถามว่าจะมีสักกี่คนครับที่กล้า Cut loss เพื่อรักษา เงิน 60% ที่เหลือ ผมว่าแทบไม่มีเลยล่ะครับเพราะคงจะเสียดาย 40 จุดที่จะต้อง ปิดทิ้งมากกว่า อาจจะมีบางคนสงสัยว่าอ้าวแล้วจะให้ทำยังไงถึงจะถูกล่ะ จะปิดหรือไม่ปิดดีในกรณีนี้ จากประสบกาณ์ของผมก็ขอตอบแบบตรงๆเลยครับว่า ไม่รู้ !!! ก็มันผิดมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ การที่ไม่มี Money management นั้นทำให้การตัดสินใจในการเทรดของเรามันยากขึ้นแล้วถ้าหากเกิดติบลบมาแล้วล่ะก็โอกาสล้างพอร์ตเกิดขึ้นง่ายๆเลยล่ะครับ แล้วทีนี้เรามาการเทรดแบบมี Money management กันบ้างนะครับทุน 100 USD เช่นกัน แต่เล่นจุดละ 20 cent (แมงเม่าบางตัวอาจจะบอกว่ามันรวยช้า แต่ผมก็จะบอกแมงเม่าว่าก็จนช้านะโ้ว้ยยยยย) ติดลบ 40 จุดเช่นกัน แล้วรู้สึกว่ามันผิดทางจะ Cut loss การตัดสินใจไม่ยากเลย เพราะคิดเป็นเงินแค่ 8 USD หรือ 8% ก็ปิดได้แบบสบายๆ ไม่ลำบากใจเลย แต่หากเสียติดต่อกันบ่อยๆก็เจ๊งได้เหมือนกันนะครับ ดังนั้นควรมีระบบเทรดมีแม่นยำพอสมควรนะครับ เดี๋ยวตอนต่อๆไป ผมจะมาแบ่งปันวิธีการเทรดของระบบผมเผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอ่านบ้างสักนิดนึงก็ยังดีครับ


ส่วนนี่คือส่วนหนึ่งในประสบการ์ของผมครับ



วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"SL" ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องเทรด

วันนี้ขอเปรียบการเทรดกับทะเลนะครับ......
ในเมื่อเราอยู่ตลาดที่เอาแน่เอานอนด้วยไม่ได้ บางวันก็เหมือนทะเลที่สงบนิ่ง บางวันก็ปั่นป่วนไปหมดเหมือนกับพายุลง บางทีก็บ้าคลั่งยังกับสึนามิถล่ม แน่นอนความผิดพลาดมันต้องมีคู่กันอยู่แล้ว ที่จริงความผิดพลาดมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลยใครๆเขาก็ผิดพลาดกัน มันเป็นปกติควบคู่กับการเทรดอยู่แล้วครับ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่ว่าผิดพลาดแล้วเราจะจัดการกับมันยังไงต่างหากล่ะครับ เหมือนเราเลือกลงเรือนั่นล่ะครับเมื่อเรือมีแววที่จะล่มท่านจะทำอะไรครับ ระหว่างสละเรือกับภาวนาให้โชคเข้าข้าง ติ๊กต๊อกติ๊กต๊อกติ๊กต๊อก เลือกคำตอบกันแล้วใช่ไหมครับ ที่นี้มาดูกันว่าคำตอบของท่านเมื่อเจอเหตุการณ์แล้วจะเป็นอย่างไร

1.ถ้าเรือนั้นไม่ได้ล่ม
-พวกที่เลือกสละเรือ : เสียเวลาในการที่ไปหาขึ้นเรือลำใหม่
-พวกที่เลือกภาวนา : บร๊ะกูรอดๆ หลงดีใจในความแน่ของตัวเอง พร้อมกับเสียดสีพวกคนที่สละเรือ "โห ใจตุ๊ดว่ะแสรส ", "ขึ้นเรือลำใหม่เด๋วก็โดดอีกล่ะม้าง" , "พวกกระต่ายตื่นตูม" ฯลฯ

2.ถ้าเรื่อนั้นล่ม
-พวกที่สละเรือ : รอดตาย
-พวกที่นั่งภาวนา : ตายโหง !!! ครับพี่น้อง

ถ้านำมาเปรียบเทียบกับการเทรดก็เหมือนกันครับ ถ้าเรารู้ว่าผิดทางแต่ท่านไม่รีบปิดเพื่อยอมขาดทุนแต่แรกเดี๋ยวมันจะบานปลายกันใหญ่แน่นอนครับ อาจจะมีบ้างที่กราฟมันกลับมาให้ท่านปิดบวก ท่านก็จงอย่าลงดีใจไม่ยอมตัดขาดทุนแต่แรกเพราะคิดว่าเดี๋ยวมันก็กลับมานะครับ เพราะถ้าหากวันไหนมันไม่กลับมาแล้วท่านจะทำยังไงครับ ??? ผมขอตอบให้ละกันว่า เจ๊ง คำเดียวครับ แนวคิดของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ แนวคิดสำคัญของเขาก็คือ "ถ้าหากปริมาณในการขาดทุนมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเขาจะรีบตัดขาดทุนโดยเร็ว เพราะเขาเลือกขาดทุนน้อยที่สุด" ในความคิดของตัวผมเองผมคิดว่าถ้าไม่ยอมมีการตัดการทุนหรือ SL ก็ไม่ต่างกับการมีระเบิดเวลาที่พร้อมระเบิดพอร์ตเราให้เกลี้ยงนั่นเองครับ ดังนั้นถ้าหากใครเป็นคนที่ยังตัดขาดทุนไม่ได้ ผมแนะนำว่าเอาเงินที่ท่านจะนำมาเทรดไปหาความสุขให้กับตัวท่านเองดีกว่าครับ ยังดีกว่าที่จะเอาเงินมาเทรดแล้วสูญไปเปล่า นอกจากจะเสียเงินโดยไ่ได้อะไรเลย แล้วยังเสียเวลา แถมยังเสียสุขภาพจิตอย่างยิ่งเลยครับ (ผมรู้ดีตอนผมเสียผมก็แบบนี้ 555+)


นี่เป็นภาพตัวอย่างเหตุการณ์ที่ว่าถ้าหากเสียไม่ปิดก็ได้แต่นั่งภาวนาครับ ตลาดมันไม่เคยแน่นอนอยู่แล้ว หากพลาดก็จงยอมรับความผิดพลาดแล้วหาโอกาสใหม่กันเถอะครับ แต่หากผิดพลาดบ่อยอันนี้ก็คงจะต้องแก้กันที่แนวทางการเทรด แล้วล่ะครับ เดี๋ยวตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่า สองรูปข้างล่างนี้เมื่อเข้าพลาดแล้วจะหาโอกาสแก้ตัวจากตรงไหนจากระบบเทรดของผม



วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความไม่แน่นอนสิ่งที่อันตรายที่สุด

ผมยังจำได้ดีกับคำพูดที่ว่า "อะไรที่ขึ้นอยู่กับคนอื่นย่อมไม่แน่เสมอ" ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงอย่างยิ่ง(โคตรจริงเลยล่ะ)เพราะอะไรก็ตามที่ขึ้นอยู่กับคนอื่นนั้นเราไม่สามารถคาดเดาคาดหวังได้อย่างแม่นยำเลย ตลาดที่เราเล่นอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนกันครับ บางวันวิ่งขึ้นๆลงๆ(กวนตีนมาก ถ้ามันเป็นคนคงจะโดนทืบวันละหลายหน) บางวันก็ไม่วิ่ง บางวันก็วิ่งเป็นเทรนอย่างดี แต่ตอนที่มีเทรนตอนนี้คนที่ถืออีกทางนึงมันจะนั่งแช่งด้วยหน้าประมาณว่าบ้านมันไฟไหม้ (ก็มันนั่นแหละว้า ไม่ดับไฟตั้งแต่แรก มันถึงไหม้บ้านได้) ตลาดที่เห็นกันทุกวันนี้ก็เป็นฝีมือคนอื่นทั้งนั้น ที่สำคัญอย่าลืมนะครับว่า "จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง" แล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไงว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ที่ผมพูดเรื่องนี้แค่อยากจะเตือนว่า จงเตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่จะเิกิดขึ้นครับ ดั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "จงอย่าตั้งอยู่บนความประมาท"


วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กฏกติกามารยาท

1.ดู MACD เพื่อดูเทรน จากแท่งเขียวแดงใน MACD
- ถ้าก้นกราฟที่ตรงกับแท่งแดงชุดรองสุดท้ายเหนือก้นกราฟที่ตรงกับชุดแท่งแดงก่อนหน้า Up Trend


- ถ้ายอดกราฟที่ตรงกับแท่งเขียวชุดรองสุดท้ายต่ำกว่ายอดกราฟที่ตรงกับชุดแท่งเขียวก่อนหน้า Down Trend


2. ลากเทรนไลน์ตามเทรนที่เราเห็นแต่มีข้อแม้ว่าจะต้องลากนอกเส้น SMA 20


3. Close position เมื่อ ถ้ากราฟตัดเส้น SMA 20 ไปอยู่ในทิศทางตรงกันข้า้มกับเรา คือ ถ้าเรา Buy ไว้ แล้วกราฟตัดลงใต้เส้น SMA 20 ให้ ปิด แต่หาก Sell เมื่อกราฟตัดเส้น SMA 20 ก็ ปิด เพราะ กราฟอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกันเราแล้วจะถือหา พระแสง หอก ง้าว เคียว ตะขอ อะไรครับ 555+

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อุปกรณ์ทำมาหากิน


ว่าด้วยอุปกรณ์ที่ใช้ทำมาหากิน

1. MACD ใช้ร่วมกับกราฟ ช่วยดู Trend ให้ง่ายขึ้น
2. SMA 20 เอาไว้ดูว่าคนอื่นกำลังคิดอะไรกันอยู่
3. Trend line ชื่อก็บอกอยู่แล้วนี่นาว่ามันใช้ทำอะไร 555+

แจกอาวุธ


วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แนวทางการเทรด

แนวทางการเทรดของแต่ละคนนั้นผมเชื่ออย่างมากว่า เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการอยู่รอดในตลาดให้ได้ เพราะการเข้าเทรดในตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด แต่การเข้าเทรดแล้วมีกำไรมากกว่าขาดทุนต่างหากที่จะช่วยให้เราอยู่รอดได้ คำถามก็คือแล้วจะทำอย่างไรล่ะ ให้อยู่รอดในตลาด และที่ตลาดที่เราอยู่ยังเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยนักล่า ตลาดที่ไม่เคยหลับไหลเหมือนชาวบ้านที่มีชื่อว่า FOREX ซึ่งทุกคนก็มีจุดประสงค์เดียวกันนั่นก็กำไร แต่แนวทางทุกคนย่อมมีวิธีที่แต่ต่างกันออกไป (ขนาดมือถือยังมีหลาย OS เลย 555+) ขอยกตัวต่างในความคิดผมนะครับ การเทรดของแต่ละคนก็เหมือนกับการที่เราต้องออกหาปลา ซึ่งเครื่องมือหาปลา ไม่ได้มีชนิดเดียว เช่น เบ็ด แห ปลา อวน ตาข่าย ไซ แต่ละชนิดก็มีวิธีใช้และข้อดีข้อเสียต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น หากคนมีเวลาเยอะๆ ก็คงต้องเลือกเบ็ดหรือแห แต่ถ้าหากไม่มีเวลาล่ะ ก้คงต้องเลือก ตาข่ายหรือไซ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ได้ผลแน่นอน 100% ทีนี้กลับมาเข้าเรื่องการเทรดนะครับมันมีมากมายหลายแนวทางมาก ที่สำคัญๆก็มี Pattern Trend แนวรับ แนวต้าน และการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จากประสบการณ์(ที่แสนเจ็บปวด)ของผม 5 ปีมานี้ขอบอกเลยว่าไม่มีอันไหนแม่น 100% วิธีไหนเสียก็วิ่งหาๆๆวิธีใหม่ไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุดตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเพราะไม่มีระบบไหนเลยที่เป็นที่พอใจของผมจนในที่สุดผมก็ได้รู้ว่า ระบบต่างๆนั้นมันเป็นอะไรที่ตายตัวตามคำสั่งที่ตั้งมา เหมือนหุ่นยนต์ จะมาให้อ่านกราฟ ที่มาจากอารมณ์ของคน ให้แม่นๆมันเป็นไปไม่ได้แน่นอน ผมก็ะพยายามคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรให้ เราสามารถรับมือกับกราฟที่แสนจะ ART ยิ่งกว่าอาร์ตตัวแม่อีก(ผู้หญิง) ที่ผมเจอก็คือต้องดูก่อนเป็นอันดับแรกว่ากราฟมันกำลังทำอะไรอยู่ แล้วสิ่งที่เราเจอนั้นเราควรจะทำอะไรต่อไป ก็เหมือนเราอยู่กับแฟนน่ะครับต้องดูอารมณ์ของเขาก่อนที่จะพูดอะไรออกไป เพราะขืนทำอะไรไม่ดูสถานกาณร์มีหวังคอขาด !!! เช่นกันกับการเทรดหากทำไรไม่รู้ตาม้าตาเรือเด๋วก็คอขาดได้ง่ายๆครับ ^_^